เดิมนั้นหากพนักงานถูกเลิกจ้างหรือถูกลงโทษหรือกรณีที่นายจ้าง ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง   ลูกจ้างจะไปฟ้องที่ศาลแรงงานเพื่อบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตามสิ่งที่ตนประสงค์  แต่หลังจากที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 ใช้บังคับลูกจ้างสามารถเลือกใช้สิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้อีกทางหนึ่ง  ก็คือที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่  ที่เป็นที่ตั้งของสถานประกอบการนายจ้าง   ถ้าหากพูดง่าย ๆ ให้เป็นที่เข้าใจก็คือไปร้องที่แรงงานเขตพื้นที่

            หากจะไปร้องที่แรงงานเขตพื้นที่ มีข้อจำกัดหรือไม่ว่าร้องเรื่องอะไรได้บ้าง เช่น กรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด  นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่จ่ายเงินบำเหน็จตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และลูกจ้างเห็นว่าการเลิกจ้างครั้งนี้ไม่เป็นธรรม  จะเรียกร้องค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม  ทั้งหมดนี้สามารถร้องที่แรงงานพื้นที่ได้หรือไม่

            ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 123 กำหนดว่า “หากนายจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้…..”  นั่นก็หมายความว่านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าชดเชย หรือเงินอื่น ๆ ที่กฎหมายคุ้มครอง ฯ กำหนดให้จ่าย สามารถร้องที่แรงงานพื้นที่ได้  ส่วนการฝ่าฝืนข้อตกลงที่ไม่จ่ายค่าบำเหน็จ  จะเป็นกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์  2518  ลูกจ้างจะร้องไม่ได้ หรือจะเรียกร้องค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมก็เรียกร้องไม่ได้เช่นกัน เพราะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน  2522  มาตรา  49  ถึงแม้ว่าจะร้องได้แต่พนักงานตรวจแรงงานก็ไม่มีสิทธิออกคำสั่งได้  ลองติดตามดูครับ

            โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยติดประกาศในที่สาธารณะว่าให้โจทก์ออกจากงานโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า  จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและการปิดประกาศแจ้งการเลิกจ้างทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย  ถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม   เสื่อมเสียชื่อเสียงและประวัติการทำงาน  จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000  บาท และชดใช้ค่าเสียโอกาสในการที่โจทก์หางานใหม่ได้ยากตามภาวะเศรษฐกิจอีก   1,000,000  บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า  31,130 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย   31,130 บาท  ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี 12,735  บาท  ค่าชดเชย  186,780 บาท  ค่าเสียหาย  1,000,000  บาท ค่าเสียโอกาส  1,000,000  บาท

            จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า  โจทก์เป็นหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลของจำเลย  ได้สมคบกับพนักงานอื่นสนับสนุนให้มีการซื้อขายอวัยวะร่างกายมนุษย์อันเป็นการผิดจรรยาแพทย์อย่างร้ายแรง  เป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในวัตถุประสงค์และนโยบายของจำเลย  อีกทั้งโจทก์สนับสนุนให้มีการยักยอกเงินของจำเลยไปซื้อขายอวัยวะและยังร่วมกับพนักงานอื่นจัดซื้อจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ในราคาที่สูงกว่าปกติมาก  การปิดประกาศเลิกจ้างโจทก์ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย พฤติการณ์ของโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารงานของจำเลยอย่างร้ายแรง  โจทก์จำเลยได้เจรจาตกลงกันที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ  โดยโจทก์ได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนแทนการบอกล่วงหน้า  217,910 บาท  ค่าจ้างจำนวน  22,829 บาท  ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี 9,339  บาทไปจากจำเลยครบถ้วนแล้ว  ขอให้ยกฟ้อง

            ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า  หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องแล้วโจทก์กับกรรมการจำเลยตกลงกันโดยโจทก์ยอมรับเงินตามข้อหาท้ายฟ้องเกือบทั้งหมด ยังขาดค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสซึ่งโจทก์เรียกร้องเป็นจำนวนถึง 2,000,000 บาท โจทก์มีอายุ  36 ปี ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล เงินเดือนมาก นับว่าเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะและสติสัมปชัญญะเพียงพอ  ยอมลงลายมือชื่อต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ  ตามเอกสารหมาย ล. 1 ซึ่งระบุว่าคู่กรณีตกลงกันได้โดยไม่ได้ระบุยกเว้นค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสซึ่งเป็นข้อหาสำคัญที่โจทก์อ้างว่าติดใจอยู่ในชั้นพิจารณา หมายความว่าโจทก์ยอมสละสิทธิเรียกร้องทั้งหมดและยอมรับเงินจำนวนนั้นแล้ว  เป็นการยอมผ่อนผันให้แก่กันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จไป   ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งหมดระงับสิ้นไป  เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 ,852 จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องหลังจากโจทก์จำเลยตกลงกันแล้วและจำเลยยังไม่เข้ามาเป็นคู่ความ  จึงไม่ใช่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล  ดังนั้นไม่ว่าจำเลยจะให้การต่อสู้อย่างไรข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ ทำให้สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องระงับไป  พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

            ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า “ ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับมีเพียงที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล. 1 เท่านั้น ส่วนที่ศาลแรงงานกลางอ้างเกี่ยวกับอายุ ตำแหน่งหน้าที่ สติปัญญาของโจทก์และเหตุผลต่าง ๆ ที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฎในเอกสารหมาย ล.1 และในสำนวนจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น  เห็นว่า ที่ศาลแรงงานกลางยกเรื่องเกี่ยวกับอายุ ตำแหน่งหน้าที่การงานของโจทก์ก็ดี เรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยทราบว่าถูกฟ้องว่าเมื่อใดก็ดีขึ้นวินิจฉัย ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดแจ้งอยู่ในคำฟ้องของโจทก์และหลักฐานอยู่ในสำนวนทั้งสิ้น สำหรับข้อวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่โจทก์อ้างว่านอกฟ้องนอกประเด็นก็เป็นเหตุผลที่ศาลแรงงานกลางต้องยกขึ้นอ้างในการวินิจฉัยคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเช่นเดียวกัน  อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

            ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ประการที่สองว่า  การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล. 1 และโจทก์รับเงินจากจำเลยตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล.1 แล้วถือว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่โจทก์ถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม  เสียชื่อเสียงประวัติการทำงานเป็นเงิน 1,000,000 บาท และค่าเสียโอกาสที่โจทก์หางานใหม่ได้ยากอีก  1,000,000 บาท  ตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อความด้านหลังของเอกสารหมาย ล. 1 ปรากฏว่าพนักงานตรวจแรงงานเชิญกรรมการผู้จัดการของจำเลยไปพบเนื่องจากโจทก์ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย  ถึงวันนัดจึงได้ทำบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล. 1 ขึ้น เห็นได้ชัดว่าบันทึกข้อความดังกล่าวจัดทำขึ้นสืบเนื่องมาจากมาจากโจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123  วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องได้ในกรณีจำเลยผู้เป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินของโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัตินี้  เงินที่โจทก์รับจากจำเลยตามที่ปรากฏในบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล.1 ก็คือเงินตามที่พระราชบัญญัติไว้ในพระราชคุ้มครองแรงงานดังกล่าว  อันเป็นเงินที่อยู่ในกรอบสิทธิที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง  และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจดำเนินการได้ตามมาตรา 124  ไม่มีข้อความในบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล. 1  ว่าโจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องเงินจากจำเลยตามกฎหมายอื่นอีก  ส่วนค่าเสียหายจากการที่โจทก์ถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม เสียชื่อเสียงประวัติการทำงานเป็นเงิน 1,000,000 บาท  และค่าเสียโอกาสในการที่โจทก์หางานใหม่ได้ยากอีก   1,000,000  บาท รวมเป็นเงิน  2,000,000  บาท นั้นโจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เป็นการฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522  มาตรา 49    ซึ่งโจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานไม่ได้  และไม่อยู่ในอำนาจดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน    จึงถือไม่ได้ว่าบันทึกข้อความเอกสารหมาย  ล.1 เป็นการประนีประนอมยอมความรวมไปถึงให้ระงับข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสดังกล่าวด้วย  อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ปัญหาที่ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมหรือไม่  หากเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสตามฟ้องหรือไม่เพียงใดเป็นปัญหาที่ศาลแรงงานกลางต้องวินิจฉัยต่อไป  เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานกลางทำให้ข้อเท็จจริงไม่พอวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์จำเลยเพื่อฟังข้อเท็จจริงต่อไป  ”

            พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง  ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์จำเลยเพื่อฟังข้อเท็จจริงในปัญหาว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสตามฟ้องหรือไม่เพียงใด  แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี  (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 11/2543)