ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม. 119 (3) เป็นกรณีที่ลูกจ้างประมาทเลินเล่อ และเป็นเหตุทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งความเสียหายนั้น อาจเป็นทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดก็ได้ ซึ่งการประมาทนั้น เกิดจากการที่ลูกจ้างไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ซึ่งจำนวนความเสียหายนั้นต้องมากพอต่อการกระทำความผิด แต่ต้องมีความชัดเจนถึงความเสียหาย  ไม่ใช่เป็นกรณีที่นายจ้างคาดคิดไปเอง

ฎีกาที่ 907/2548

          โจทก์ (ลูกจ้าง) ทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไปส่วนการขาย และการตลาด มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลและบริหารงานฝ่ายขายและการตลาด กำกับดูแลแผนกคลังสินค้าและจัดส่ง ในการตรวจนับสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นปี 2540 และกลางปี 2541 พบว่าสินค้าหายไปจากบัญชีและหาสาเหตุไม่พบคิดเป็นเงินจำนวน 6 ล้านเศษ แต่ไม่ทราบว่าการหายไปนั้นเกิดจากการกระทำของผู้ใด โดยก่อนนี้ไม่เคยปรากฏว่าสินค้าหายไปจากบัญชีมากเช่นนี้ จำเลย (นายจ้าง) จึงเลิกจ้างโจทก์ โดยไม่จ่ายค่าชดเชย หรือเงินอื่นใด

            ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า สินค้าคงคลังซึ่งอยู่ในความดูแลของโจทก์ ขาดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ คิดเป็นมูลค่าจำนวนเงินถึง 6 ล้านบาท นับว่าเป็นจำนวนเงินมาก แม้จะรับฟังไม่ได้ว่าเกิดจากกระทำของผู้ใดก็ตาม แต่แสดงให้เห็นว่า โจทก์บกพร่องในหน้าที่การงาน ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแล ขาดความระมัดระวังจนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จึงเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

ฎีกาที่ 2191/2548

            แม้ว่าโจทก์รายงานการตรวจสอบราคาไม่เป็นความเท็จ แต่การรายงานดังกล่าว กระทำโดยที่โจทก์ยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของข้อกล่าวหา เป็นการที่โจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอเป็นการประมาทเลินเล่อกล่าวหาว่า นาย ร. และนาย ม.กระทำความผิดอาญาฐานปลอมแปลงเอกสาร ผลจากการกระทำของโจทก์ ทำให้จำเลยเลิกจ้าง นาย ร. และนาย ม. โดยไม่จ่ายค่าชดเชย การกระทำของโจทก์เป็นที่เห็นได้ว่าย่อมมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของลูกจ้างจำเลย ( หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน จำเลยรับ นาย ร. และนาย ม. กลับเข้าทำงาน ) แต่ข้อบังคับฯ ของจำเลยระบุว่า ลูกจ้างที่ประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินบริษัทฯ เสียหายจะลงโทษปลดออก แสดงว่าจำเลยประสงค์ลงโทษกรณีที่ลูกจ้างทำให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่เข้าองค์ประกอบของกฎหมาย มาตรา 119 (3) จึงต้องจ่ายค่าชดเชย แต่การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม

ฎีกาที่ 8570/2548

            โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยครั้งสุดท้ายทำงานตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โจทก์มีอำนาจในการอนุมัติการจ่ายเงินเดือนของพนักงาน ย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินเดือนให้ถูกต้อง  หากโจทก์ตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างถูกต้อง นาย ก. คงไม่สามารถกระทำความผิดยักยอกเงินของจำเลยไปตั้งแต่ปี 2539-2543 จำนวน 50 ครั้ง เป็นเงิน ประมาณ 10 ล้านบาทการที่นาย ก. ยักยอกเงินไปถือเป็นความบกพร่องของโจทก์ จึงถือว่า เป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น

หมายเหตุ

            ตามแนวฎีกา ดังกล่าว การที่จะไปกล่าวหาว่า ลูกจ้างประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จะต้องมีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน

            แต่หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า ยังไม่มีความชัดเจน ควรลงโทษโดยวิธีอื่น เช่น ตักเตือนเป็นหนังสือ หรือพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างโดยทำเป็นหนังสือและมีคำคาดโทษไว้ หรือหากไม่ต้องการจ้างลูกจ้างต่อไป ก็ควรพูดคุยให้ลาออกโดยจ่ายเงินช่วยเหลือเท่ากับอัตราค่าชดเชย หรือเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชย หากเลิกจ้างโดยจ่ายเฉพาะค่าชดเชย หากลูกจ้างไปฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ความเห็นแล้ว ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม และมีเหตุเลิกจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า